SOLAR EPC VS SOLAR PPA ลงทุนเอง หรือไม่ต้องลงทุน แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณ?

Solar EPC vs Solar PPA ลงทุนเอง หรือไม่ต้องลงทุน แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณ?

Solar EPC vs Solar PPA ลงทุนเอง หรือไม่ต้องลงทุน แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณ?

Blog Article

Solar EPC vs Solar PPA ลงทุนเอง หรือไม่ต้องลงทุน แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณ?

การติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับธุรกิจมีสองรูปแบบการลงทุนหลัก คือ Solar EPC ที่เจ้าของโครงการลงทุนและเป็นเจ้าของระบบเอง กับ Solar PPA ที่มีผู้ลงทุนติดตั้งระบบในพื้นที่ของคุณและทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ทั้งสองแบบช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ แต่มีความแตกต่างด้านเงินลงทุน กรรมสิทธิ์ ความรับผิดชอบ และความเสี่ยง

ตารางด้านล่างเปรียบเทียบ 10 ประเด็นสำคัญ เพื่อช่วยเลือกแนวทางที่เหมาะกับงบประมาณ รูปแบบการใช้ไฟ และแผนระยะยาวของธุรกิจ

เปรียบเทียบ 2 รูปแบบการลงทุนโซล่าเซลล์ เพื่อเลือกโมเดลพลังงานที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับธุรกิจในระยะยาว

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การลงทุนติดตั้งโซล่าเซลล์ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว โดย Solar EPC (Engineering, Procurement and Construction) และ Solar PPA (Power Purchase Agreement) เป็นสองรูปแบบธุรกิจที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเงินลงทุน ความเป็นเจ้าของระบบ การดูแลบำรุงรักษา และผลประโยชน์ในระยะยาว

แล้วธุรกิจของคุณควรเลือกแบบไหน? มาทำความเข้าใจข้อแตกต่างก่อนตัดสินใจลงทุน

เปรียบเทียบ Solar EPC และ Solar PPA ในประเด็นสำคัญ

1. เงินลงทุนและกรรมสิทธิ์ของระบบ

ความแตกต่างหลักของทั้งสองรูปแบบคือผู้รับผิดชอบเงินลงทุนและผู้ถือกรรมสิทธิ์

สำหรับ Solar EPC เจ้าของโครงการจ่ายค่าระบบและเป็นเจ้าของระบบ จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีงบลงทุนและต้องการถือครองสินทรัพย์เพื่อใช้งานระยะยาว

ส่วน Solar PPA ผู้ลงทุนเป็นผู้จัดหาเงินทุนและถือกรรมสิทธิ์ระหว่างอายุสัญญา เจ้าของพื้นที่จึงสามารถเริ่มใช้ไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์โดยไม่ต้องจ่ายค่าติดตั้งระบบเอง แต่ต้องยอมรับเงื่อนไขซื้อไฟและให้ใช้พื้นที่ตามระยะเวลาที่ตกลงกัน

2. รูปแบบการประหยัดค่าไฟ

Solar EPC ช่วยลดค่าไฟด้วยการนำไฟฟ้าที่ระบบผลิตได้มาใช้แทนการซื้อไฟจากการไฟฟ้า ผลประหยัดจึงขึ้นอยู่กับปริมาณไฟที่ผลิตได้และนำมาใช้จริง รวมถึงต้นทุนดูแลระบบ

Solar PPA ช่วยลดค่าไฟผ่านส่วนต่างราคา โดยเจ้าของอาคารยังมีค่าใช้จ่ายในการซื้อไฟฟ้าจากผู้ลงทุนตามสัญญา การประเมินความคุ้มค่าจึงต้องดูทั้งราคาไฟ ปริมาณที่ซื้อ และเงื่อนไขอื่นที่มีผลต่อยอดชำระ

ทั้งสองรูปแบบควรประเมินจากพฤติกรรมการใช้ไฟจริง หากอาคารใช้ไฟช่วงกลางวันน้อยหรือหยุดดำเนินงานบ่อย ผลประหยัดอาจแตกต่างจากประมาณการที่คำนวณจากกำลังผลิตของระบบเพียงอย่างเดียว

3. การดูแลรักษาและบริการหลังการติดตั้ง

ในรูปแบบ Solar EPC ผู้รับเหมารับผิดชอบงานและการรับประกันตามสัญญา หลังส่งมอบ เจ้าของระบบควรวางแผนการตรวจสอบ ล้างแผง และซ่อมบำรุง โดยอาจดูแลเองหรือว่าจ้างผู้ให้บริการ O&M เพิ่มเติม

ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการรับประกันอุปกรณ์ การรับประกันงานติดตั้ง และบริการบำรุงรักษา เพราะการมีประกันไม่ได้หมายความว่าครอบคลุมงานดูแลทุกประเภท

สำหรับ Solar PPA ผู้ลงทุนดูแลรักษาระบบตามข้อตกลงเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ ส่วนความรับผิดชอบหลังสิ้นสุดสัญญาจะขึ้นอยู่กับกรรมสิทธิ์และเงื่อนไขการโอนระบบ

4. ความเสี่ยงเมื่อระบบผลิตไฟได้น้อยกว่าคาด

หากระบบ Solar EPC ผลิตไฟได้น้อยกว่าประมาณการ read more เจ้าของโครงการอาจได้รับผลประหยัดลดลงและใช้เวลาคืนทุนนานขึ้น ส่วนสิทธิเรียกร้องหรือการรับประกันผลผลิตต้องพิจารณาตามขอบเขตในสัญญา

ในรูปแบบ Solar PPA ผู้ลงทุนอาจมีรายได้ลดลงเมื่อผลิตไฟได้น้อย ขณะที่ผู้ซื้อไฟอาจประหยัดค่าไฟได้น้อยกว่าที่คาดไว้เช่นกัน จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขเกี่ยวกับผลผลิต การหยุดระบบ และการชดเชยให้ชัดเจน

5. การปรับปรุงอาคารหรือเปลี่ยนพื้นที่ติดตั้ง

ธุรกิจที่มีแผนซ่อมหลังคา ขยายโรงงาน หรือปรับปรุงอาคาร ควรนำแผนเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจตั้งแต่ต้น

สำหรับ Solar EPC การย้ายแผงหรือหยุดระบบอาจทำให้เจ้าของโครงการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มและสูญเสียผลประหยัดในช่วงที่ระบบไม่สามารถผลิตไฟได้

ส่วน Solar PPA การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่กระทบต่อการผลิตไฟ อาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายหรือภาระชดเชยแก่ผู้ลงทุนตามสัญญา จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขการย้ายระบบ การหยุดใช้งาน และการยกเลิกก่อนครบกำหนด

Solar EPC กับ Solar PPA แบบไหนคุ้มกว่ากัน?

ไม่มีรูปแบบใดคุ้มกว่าสำหรับทุกธุรกิจ เพราะความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับเงินลงทุน รูปแบบการใช้ไฟ ระยะเวลาที่จะใช้อาคาร และเงื่อนไขของโครงการ

Solar EPC เหมาะกับธุรกิจที่มีเงินลงทุน ต้องการเป็นเจ้าของระบบ และพร้อมรับผิดชอบการดูแลระยะยาว การประเมินควรรวมค่าติดตั้ง ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา และค่าเปลี่ยนอุปกรณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยไม่ยึดตัวเลขระยะคืนทุนจากโครงการอื่นมาใช้โดยตรง

Solar PPA เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการลดค่าไฟโดยไม่ลงทุนค่าระบบเริ่มต้น และสามารถให้ใช้พื้นที่ได้ตามระยะเวลาสัญญา ก่อนตัดสินใจควรเปรียบเทียบราคาไฟ สูตรปรับราคา ภาระซื้อไฟ และเงื่อนไขเมื่อสิ้นสุดสัญญา

การเปรียบเทียบทั้งสองทางเลือกควรใช้ข้อมูลการใช้ไฟและช่วงเวลาประเมินเดียวกัน เพื่อให้เห็นต้นทุนรวมและผลประหยัดของแต่ละรูปแบบอย่างเป็นธรรม

ก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงาน ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?

การประเมินที่แม่นยำเริ่มต้นจากข้อมูลของสถานประกอบการ โดยข้อมูลสำคัญที่ควรเตรียม ได้แก่

- ประวัติการใช้ไฟฟ้า: บิลค่าไฟย้อนหลังและข้อมูลการใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลา หากมี

- เวลาทำงานของธุรกิจ: วันเปิดทำการ ชั่วโมงเดินเครื่อง และช่วงหยุดผลิต

- ข้อมูลหลังคาและอาคาร: พื้นที่ติดตั้ง อายุหลังคา สภาพโครงสร้าง และบริเวณที่มีเงาบัง

- แผนการใช้พื้นที่: กำหนดซ่อมหลังคา ขยายกิจการ หรือย้ายสถานประกอบการ

- เป้าหมายด้านงบประมาณ: ต้องการลงทุนถือครองระบบเอง หรือเลือกซื้อไฟผ่านสัญญา PPA

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้บริการออกแบบระบบได้สอดคล้องกับการใช้งาน และทำให้เจ้าของธุรกิจเปรียบเทียบข้อเสนอได้มากกว่าการดูราคาติดตั้งหรือส่วนลดค่าไฟเพียงตัวเลขเดียว

เลือกแนวทางติดตั้งโซล่าเซลล์ให้สอดคล้องกับธุรกิจ

การเลือกระหว่าง Solar EPC และ Solar PPA ควรเริ่มจากความพร้อมด้านเงินทุน เป้าหมายการลดค่าไฟ และแผนใช้อาคารในระยะยาว จากนั้นจึงเปรียบเทียบขนาดระบบ ผลผลิตที่คาดการณ์ ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขความรับผิดชอบของแต่ละข้อเสนอ

สำหรับเจ้าของโรงงานหรืออาคารที่กำลังศึกษาทางเลือก สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งโซล่าเซลล์และติดต่อ BL Power เพื่อสอบถามแนวทางที่เหมาะกับโครงการ พร้อมเตรียมข้อมูลการใช้ไฟและพื้นที่ติดตั้งประกอบการประเมิน

เมื่อเลือกรูปแบบโครงการได้เหมาะกับการใช้งานจริง ธุรกิจก็จะวางแผนลดต้นทุนไฟฟ้าและบริหารภาระดูแลระบบในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น

Report this page